10 ประเด็นคิดได้จาก “Maleficent”

1532083_10152615124716874_3030476525848522869_o

คำเตือน: น่าจะมีสปอยด์

1. อีกหนึ่งโปรเจ็คที่หลายคนรอคอย กับการหยิบยกเอานิทานเทพนิยายเก่าๆ มาตีความแล้วเล่าใหม่ ดังนั้นกระบวนการสร้างบทของหนังเรื่องนี เป็นการเดินตามรอย “Oz the Great and Powerful” และ “Alice in Wonderland” เด๊ะๆ แบบตีนต่อตีนครับผม แล้วที่เจ็บปวดกว่านั้นคือส่วนตัวยังคิดว่าทั้งสองเรื่องก่อนหน้ายังมีลูกเล่นมากกว่าเทพนิยายจับผลัดจับผลูเรื่องนี้ แล้ว Tim Burton หรือ Sam Raimi ก็มีความสามารถในการสร้างหนังมากกว่า Robert Stromberg ที่คงเป็นได้เพียงแค่คนสร้างภาพบนจอ

2. งานภาพคือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังค่ายดิสนีย์มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ เช่นกันกับในเรื่องนี้ที่ทางทีมงานสามารถเนรมิต (ไม่ใช่สร้างเฉยๆ แต่ขั้นนี้ต้องเป็นเนรมิต) ภาพในเทพนิยายให้เราสัมผัสได้ในระดับใกล้เคียงกับตอนที่คุณน้า James Cameron ทำ “Avatar” ได้แปลกใหม่ และทำ “Titanic” ได้ยิ่งใหญ่ ฉันใดก็ฉันนั้น ประเด็นนี้ขอชื่นชมปรบมือเปาะแปะโยนโยน

3. ส่วนที่ควรจะปรับปรุง (เสียที) ของดิสนีย์ในช่วง 10 ปีให้หลังนี้คือการสร้างเรื่องและการดำเนินเรื่องราว จริงอยู่ว่าดิสนีย์เคยเป็นหนึ่งตองอูนันทบุเรงยังเกรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ให้กับวงการภาพยนตร์ แต่นี่มันไม่ใหม่เลยครับ ไม่เลย โปรเจคแบบ “เรื่องเก่าเล่าใหม่” (ที่ดีกว่านี้) เค้าก็ทำกันมาบ่อยแล้ว (ดั่งที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1 และอาจจะรวมถึงนิยาย “Wicked” ของ Gregory Maguire) แล้วยิ่งเรื่องนี้เป็นการเล่าใหม่แบบ “ทาสีขาวทับสีดำ ทาสีดำทับสีขาว” ห้วนๆ กำปั้นบาซูทุบดินแดงห้วยขวาง ประมาณนั้น อะไรที่แบบเราเคยเข้าใจว่ามันเลวมันดาร์ค ตูก็ปรับให้มันสว่างขึ้นแม่งเลย แล้วก็ไปยัดคุณลักษณะขั้วตรงข้ามใส่ไปให้อีกฝั่งให้มัน เออ เท่านั้นแหละ จบเลย – อะไรกันเว้ยเฮ้ย ง่ายไปไหมครับผม เข้าใจว่าพี่ทำตามขนบเทพนิยาย แต่ไหนๆ จะ rationalise แล้ว พี่ก็ช่วยทำให้มันทั่วถึงได้ไหมครับ ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวละครหลักเพียงตัวเดียว

4. ด้วยเหตุที่ว่าหนังชื่อ “Maleficent” ดังนั้นหนังจะโฟกัสที่คาแรกเตอร์ของตัวภูติ (ที่ว่ากันว่า) ร้ายตนนี้ ซึ่งอันนี้ Angelina Jolie ทำได้ไม่เลว เออ ถ้าจะให้ถูกก็คือเธอไม่ต้องใช้ความพยายามมากอะไรเลย แค่เล่นตามมาตรฐานของตัวเอง (แต่ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง) เพราะตัวละครตัวคือตัวละคร CG ที่แสนแบนราบ แล้วที่น่าเศร้ากว่านั้นคือตัวละครที่เล่นโดยมนุษย์ตัวอื่นๆ ทุกตัวแบนยิ่งกว่าตัวละคร CG ในเมืองมัวร์เสียอีก

5. พล็อตเรื่องเมโล๊เมโลดราม่า ผู้หญิงมีปมถูกผู้ชายเอาเปรียบเลยตามมาล้างแค้น นี่มันพล๊อต ” I Spit on You Grave” ชัดๆ แต่แค่อบด้วยกลิ่นละครหลังข่าวช่อง 5 สมัยก่อนนำแสดงโดยฟลุ๊ก เกริกพล กับอ้อม พิยดา ประมาณนั้น ที่นึกจะยัดบทอะไรก็ยัด ดนตรีก็ประโคมโหมกันเข้าไปแบบไม่มีบีทว่างให้พักหู ฉากเศร้ากลัวเศร้าไม่พอ กรูยัดเพลงแม่งใส่ทันที ฉากต่อสู้กลัวบิ๊วไม่มัน กรูยัดเพลงแม่งใส่ทันที เอ๊าาาา ความพอดีพี่อยู่ที่ไหนครับผม

6. มีวูบนึงที่เรารู้สึกว่า “เฮ้ย นี่มันเจ๋งเหมือนกันนะ” นั่นคือตอนที่ได้เห็น Sharlto Copley เล่นเป็นมนุษย์ปกติ (แค่ช่วงหนึ่ง) ก่อนที่จะกลายเป็นพี่กุ้ง “District 9” ที่คาแรกเตอร์แสนจะแบนราบเป็นกล้วยปิ้งตกพื้นแล้วถูกสิบล้อทับไปตามระเบียบ เช่นเดียวกันกับนางฟ้าสามช่า (ใช่ มันคือคาแรกเตอร์ หม่ำ เท่ง โหน่ง จริงๆ) อันประกอบด้วย Lesley Manville, Imelda Staunton และ Juno Temple ที่น่ารำคาญมากกว่าจะชวนให้รู้สึกขำ ทั้งๆ ที่เป็นนักแสดงชั้นนำมีรางวัลการันตีมากมาย แล้วยิ่งถีบเราออกห่างจากตัวหนัง ส่วนณเดชฝรั่งอย่าง Brenton Thwaites (เด็กปั้นจาก “Oculus”) หรือแม้แต่ Sam Riley นักแสดงเจ้าของรางวัล Rising Star จากเวที BAFTA ปี 2008 ก็มาโผล่ทื่อๆ วูบๆ แบบพี่ใช้ไอ้อาร์ตี้ ศรีธนญชัย 555+ ไปเล่นบทพวกนี้ก็ได้ครับ ไม่ต้องใช้ดารามีดีกรีหรอกครับผม (หรือบางตัวไม่ต้องมีเลยก็ได้ เปลืองค่าข้าวกล่องครับผม)

7. น้อง Elle Fanning คืออีกสิ่งดีงาม ถึงบทน้องจะแบน (บทจ้า บท) พี่ขอสวมบทบาทลุงตู่มอบรางวัล “รอยยิ้มพิมพ์ใจคืนความสุขให้ประชาชน” กับน้องหญิง แฟนเฉย (แฟนนิ่ง!) คือบทมันไม่ส่งตัวละครอื่นๆ เลยอ่ะครับ ทำยังไงได้ ใจคอคุณคนเขียนบทจะให้ Maleficent แม่งเป็นมนุษย์คนเดียวในหมู่มวลตัวละครในเทพนิยายหรือครับ อย่าเลย ผมกลัวเธอเหงาอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว อ่อ น้อง Vivienne Jolie-Pitt โอโรร่าวัย 5 ขวบนั้นน่ารักมาก เคมีเข้ากันกับคุณแม่ได้ดีทีเดียว (ก็แม่ลูกกันนี่นะ) ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกสาวอยู่ในวงการต่อไป เราก็เป็นกำลังใจให้ แต่ก็หวังว่าอย่าลงเอยแบบคุณน้อง Jaden Smith กับพระบิดาใน “After Earth” แล้วกัน

8. ชื่อหนัง รวมถึงชื่อตัวละคร “Maleficent” นั้นออกเสียงว่า /เมอะ-เล๊-ฟิ-เซิ่น/ (/məˈlɛfəsənt/) แล้วก็ต้องเน้นพยางค์ที่สองตอนออกเสียงด้วย ดังนั้นพวกที่ยังเล่นมุก “ขุ่นแม่มาลี” อยู่อันนี้คือผิดนะครับ เราขอแนะนำให้ออกเสียงว่า “ขุ่นแม่มาเล๊” แทนแล้วกันนะ (อันนี้อ้างจากที่ฟังมาจากหนังนะ ถ้าผิดยังไง รอพวกสายภาษาศาสตร์มาอธิบายอีกทีแล้วกัน)

9. คอสตูม Maleficent ฉากต่อสู้สุดท้ายนี่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมากจากตัวละคร Selina Kyle (“The Dark Knight Rises”) ตอนดูเธอสู้ๆ อยู่นี่นึกภาพเธอพูด ” There’s a storm coming, Mr. Wayne” แล้วมันใช่เลยอ่ะ ตบเข่าฉาดป๊าบป๊าบ ชุดไม่ต้องเตรียมมาแอคชั่นกระชับแน่นขนาดนั้นก็ได้ แหม่ กลัวคนดูจะเข้าไม่ถึงทุกกลุ่มหรือครับ เห็นคุณมาเล๊แกสู้ทียังกับดู Catwoman หรือ Trinity จาก “The Matrix” เลยทีเดียว ซึ่งมันไม่ใช่อ่ะครับ ยิ่งตอนสุดท้ายที่เธอได้พลังคืนมาจากปีกแล้วสามารถสยบทุกสิ่งอย่าง แม่เจ้าาาาาา อะไรมันจะขนาดนั้นครับผม ง่ายไปไหมครับ

10. หนังปูพื้นด้วยความสัมพันธ์ของตัวละคร Maleficent และ Stefan ในวัยเด็ก ซึ่งน้องเด็กทั้งสองก็พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอังกฤษที่ชัดมาก (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหนังเทพนิยายทำไมต้องพูดสำเนียงอังกฤษ) พอโตขึ้นมาเป็น Angelina Jolie (ที่พยายามพูดติดสำเนียงบ้าง แต่ไม่แรงเท่าน้องเด็ก) ขณะที่น้องเด็กชาย Stefan โตขึ้นมาเป็นพี่กุ้ง Sharlto Copley จ้าาาาาาาาาาาาาา สำเนียงอาฟริกาใต้ชัดๆ ยังกะหลุดมาจากเรื่อง “District 9” ไม่มีอะไรจ้าาาาา ไม่ได้รักผัวมากมาย แต่แค่อยากจะบอกว่าขัดใจสำเนียงมากเลยจ้าาาาาาาาา

Advertisements

About kolokoz

Postgrad in Film Studies, currently living a dream in Bangkok. Interested in Film, Theatre, Music and Newcastle United.
This entry was posted in Movie. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s